<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8981907763066723628</id><updated>2012-02-16T13:03:54.934-08:00</updated><title type='text'>การดูแลสุนัขติดเชื้อพาโวไวรัส</title><subtitle type='html'>รวบรวมข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุนัขที่ติดเชื้อพาโวไวรัส เพื่อเป็นวิทยายานแก่เจ้าของสุนัขมือใหม่ ที่เพิ่งรับสุนัขมาเลี้ยงมาแล้วเจ้าตูบเกิดอาการลำไส้อัดเสบด้วยเชื้อพาโวไวรัส</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://pavovirus.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8981907763066723628/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pavovirus.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ผิงผิง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11586389800052518887</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='21' src='http://4.bp.blogspot.com/_jxs-eLlGlu4/S5XvIFh45yI/AAAAAAAAAMM/Tau1Nu5U4Gk/S220/Ping%26Nart_0034.JPG'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>2</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8981907763066723628.post-4750236689121748228</id><published>2009-11-27T23:38:00.000-08:00</published><updated>2009-11-27T23:40:18.836-08:00</updated><title type='text'>เมื่อสุนัขท้องเสีย</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_jxs-eLlGlu4/SxDT3AxluCI/AAAAAAAAALQ/F1dO6FAWQxs/s1600/000000035-3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5409056094526224418" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 290px; CURSOR: hand; HEIGHT: 190px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_jxs-eLlGlu4/SxDT3AxluCI/AAAAAAAAALQ/F1dO6FAWQxs/s400/000000035-3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ทำไมสุนัขจึงถ่ายเหลวบางตัวถ่ายไม่หยุดนอนหมดแรงและมักเกิดร่วมกับอาการอาเจียน โดยเฉพาะในลูกสุนัขที่มักมีอาการรุนแรงจนถึงแก่ความตาย ในเวลาอันรวดเร็วเป็นชั่วโมง หรือ 1-2 วันแตกต่างจากในสุนัขโตอายุมากกว่า 1 ปี ที่มักพบอาการถ่ายเหลวจนเรื้อรัง คือมีอาการถ่ายเหลวนานเกิน 7 วัน ทั้งๆ ที่สามารถกินอาหารได้ปกติ บางตัวกินอาหารเก่งกินน้ำเก่ง แต่ร่างกายกลับดูผอมลง และมีน้ำหนักตัวลดลง อาการที่กล่าวมาข้างต้นในสุนัขโตมันอันตราย แต่มักไม่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง สุนัขจะมีอาการถ่ายเหลวไม่หยุด บางตัวมีเลือดปนในช่วงนั้นจะเริ่มมีอันตรายมากขึ้น อาการท้องเสียที่พบในสุนัขโตมักพบเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการอักเสบของลำไส้ โดยเฉพาะส่วนของลำไส้เล็กเราเรียกกลุ่มอาการนี้ เป็นภาษาอังกฤษว่า Inflammatory Bowel Disease (IBD) ซึ่งมีสาเหตุมาจาก เกิดการอักเสบหนาตัวขึ้นของลำไส้ เนื่องจากมีเม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte , Plasma cell , Eosinophil มาสะสมเป็นจำนวนมากที่ลำไส้ก่อนให้การรักษาสัตวแพทย์จะต้องมีการตรวจเลือด โดยเฉพาะการตรวจหาค่าโปรตีนในเลือด (Albumin , Globulin) ค่าซีรั่มในเลือด และการตรวจ Biopsy ของลำไส้เพื่อใช้เป็นข้อสรุปว่าสาเหตุเกิดจากกลุ่มอาการนี้ก่อนให้ยา &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สาเหตุของการท้องเสียที่พบโดยทั่วไปมีสาเหตุมาจาก 2 แห่งคือ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1. จากทางเดินอาหารโดยตรง คือกระเพราะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่&lt;br /&gt;2. จากระบบอื่นในร่างกายที่ไม่ใช่ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ โรคตับโรคตับอ่อนอักเสบ โรค Hyperthyroidพบบ่อยในแมว,โรคhypoadenocorticsm &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การแบ่งประเภทการเกิดท้องเสียตามอาการที่เกิดแบ่งได้ 2 แบบคือ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;1. แบบเฉียบพลัน มีสาเหตุดังนี้&lt;br /&gt;a. จากอาหารที่ให้กินมากเกินไป การเปลี่ยนอาหารทันทีหรืออาหารให้กินไม่สะอาด บูดเน่า&lt;br /&gt;b. จากพยาธิ์ในลำไส้ ได้แก่พยาธิ์ใส้เดือนพยาธิ์ปากขอ&lt;br /&gt;c. จากโปรโตซัว ได้แก่เชื้อ Gliardia Coccidia&lt;br /&gt;d. จากการติดเชื้อ ได้แก่เชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย&lt;br /&gt;e. จากการได้รับสารพิษต่างๆ เช่นสารพิษตะกั่ว&lt;br /&gt;2. แบบเรื้อรัง&lt;br /&gt;a. จากอาหาร ได้แก่ การแพ้อาหารที่กิน การขาดแลคโตส&lt;br /&gt;b. จากพยาธิ์ในลำไส้ และโปรโตซัว&lt;br /&gt;c. การติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะการเกิด Bacteria overgrowthในสฃลำไส้เล็ก (SIBO)&lt;br /&gt;d. จากการสะสมของเซลเม็ดเลือดขาวชนิดEosinophil Plasma Cell Lymphocyteโดยเฉพาะที่ลไส้ใหญ่ส่วนโคลอนพบบ่อย&lt;br /&gt;ในสุนัขพันธุ์บอกเซอร์ อัลเซเชียน เรียกกลุ่มนี้ว่าเป็น IBD&lt;br /&gt;e. การเกิดเนื้องอกที่ทางเดินอาหาร เช่น Diffuse Lymphosarcoma , Adenocarcinoma&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มอาการ IBD ดังกล่าวจะทำให้เกิดการสูญเสียโปรตีน ในทางเดินอาหารในปัจจุบันการรักษาแผนใหม่ ที่จะควบคุมอาการดังกล่าวนอกจากใช้ยาลดการัอักสเบจำพวกเสตียร์รอยด์ที่ใช้ในการรักษาเบื้องต้นไม่สามารถจะให้เป็นเวลานานๆ เนื่องจากมีผลข้างเคียงของยาจึงมีการพิจารณาในเรื่องของอาหาร ที่ให้สัตว์กินในระยะยาวร่วมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาหารที่จะต้องใช้ ควรให้อาหารที่มีการควบคุมชนิดของโปรตีน ที่ย่อยง่ายและมีกรดอะมิโน ที่จำเป็นอยู่ในอาหารด้วย ลดปริมาณไขมันในอาหารท้องเสียเพราะการที่ไขมันสูงทำให้การดูดซึมอาหารที่กินเข้าไปน้อยลงโดยเฉพาะในรายที่มีปัญหาของตับอ่อนอักเสบหรือการขาดเอ็นไซม์ของตับอ่อน ไม่ควรให้กินอาหารที่มีไขมันเนื่องจากร่างกายขาดเอ็นไซม์ที่จะย่อยไขมัน โดยทั่วไปจะเลือกเป็นอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้น้อยที่สุดพบว่า Eukanuba Low-Residue เป็นตัวเลือกหนึ่งในการรักษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้อาจเกิดมาจากการอักเสบของถุงน้ำดีในร่างกายทำให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรังก่อนการพิจารณาเลือกชนิดของอาหารที่จะให้แก่สัตว์ที่มีอาการทอ้งเสียควรจะทราบก่อนว่าการท้องเสียนั้น มีสาเหตุมาจากอะไรและโดยทั่วไปอาหารที่เหมาะสมควรมีคุณสมบัติดังนี้&lt;br /&gt;1. เป็นอาหารที่ย่อยง่าย&lt;br /&gt;2. มาจากแหล่งอาหารโปรรตีนอย่างเดียวและมีคุณค่าทางโปรตีนแต่ไม่สูงเกินไป เช่น โปรตีนจากเนื้อแกะ กระต่าย ไก่ ปลา กวาง&lt;br /&gt;3. มาจากแหล่งอาหารคาร์โบไฮเดรตแหล่งเดียวปราศจาก Gluten ควรใช้แหล่งจากข้าว มันฝรั่ง มันสัมปะหลัง ข้าวโพด (บางตัวอาจแพ้ข้าโพด)&lt;br /&gt;4. ปรับปริมาณของกรดไขมันในอาหาร (Omega3-Omega6 ratio 5:1-10:1)&lt;br /&gt;5. มีปริมาณสายใยอาหารที่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป (3-7 เปอร์เซนต์ของอาหารสายใยทั้งหมด)&lt;br /&gt;6. มี fermentable fiber ที่พอดี&lt;br /&gt;7. ลดปริมาณไขมัน&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8981907763066723628-4750236689121748228?l=pavovirus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pavovirus.blogspot.com/feeds/4750236689121748228/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pavovirus.blogspot.com/2009/11/blog-post_27.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8981907763066723628/posts/default/4750236689121748228'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8981907763066723628/posts/default/4750236689121748228'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pavovirus.blogspot.com/2009/11/blog-post_27.html' title='เมื่อสุนัขท้องเสีย'/><author><name>ผิงผิง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11586389800052518887</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='21' src='http://4.bp.blogspot.com/_jxs-eLlGlu4/S5XvIFh45yI/AAAAAAAAAMM/Tau1Nu5U4Gk/S220/Ping%26Nart_0034.JPG'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_jxs-eLlGlu4/SxDT3AxluCI/AAAAAAAAALQ/F1dO6FAWQxs/s72-c/000000035-3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8981907763066723628.post-6300152012726903030</id><published>2009-11-27T23:25:00.000-08:00</published><updated>2009-11-27T23:30:53.077-08:00</updated><title type='text'>สุนัขย่อยอาหารอย่างไร</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_jxs-eLlGlu4/SxDRpEQKMAI/AAAAAAAAALI/Tr72_oFjwGA/s1600/p_true_false_2_may.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5409053655918325762" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 264px; CURSOR: hand; HEIGHT: 245px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_jxs-eLlGlu4/SxDRpEQKMAI/AAAAAAAAALI/Tr72_oFjwGA/s400/p_true_false_2_may.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เราควรเรียนรู้การย่อยและดูดซึมอาหารของสุนัข เพราะเราจะได้รู้ว่าควรดูแลน้องหมาของเราอย่างไร เลือกอาหารให้ทานอย่างไร หากเขาเป็นลำไส้อักเสบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร่างกาย&lt;br /&gt;สุนัขจำเป็นต้องกินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อการดำรงชีวิตอย่างปกติ ส่วนประกอบต่าง ๆ ของอาหารจะให้พลังงาน และวัตถุดิบต่าง ๆ เรียกว่าสารอาหาร หลังจากสุนัขกินเข้าไปแล้วสารอาหารต่าง ๆ ในอาหารจะถูกย่อย ดูดซึม และผ่านขบวนการที่เรียกว่าเมตาโบลิซึมภายในร่างกาย บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจขบวนการย่อยอาหารของสุนัข และทำไมสุนัขต้องการกินอาหารที่ “ย่อยได้” เพื่อให้เขาได้สารอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีพ การย่อยอาหารเริ่มต้นที่ปาก ผ่านไปยังกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และสิ้นสุดที่ลำไส้ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ขบวนการย่อยอาหารเกิดขึ้นที่บริเวณทางเดินอาหาร ซึ่งหมายถึง ช่องทางที่อาหารผ่าน และโดยผนังของทางเดินอาหารจะปล่อยสารคัดหลั่งจากอวัยวะต่าง ๆ ออกมายังทางเดินอาหาร สารคัดหลั่งเหล่านี้จะมีเอ็นไซม์ย่อยอาหารซึ่งจะช่วยเร่งขบวนการการแตกตัวของอาหาร สารอาหารอยู่ 3 ชนิดที่จำเป็นต้องผ่านขบวนการย่อยก่อนใช้งานได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ส่วนสารอาหารอื่น ๆอีก 3ชนิด (แร่ธาตุ วิตามิน และน้ำ) สามารถดูดซึมได้ในระดับใกล้เคียงกับที่พบในอาหารโดยไม่ต้องผ่านการย่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สารอาหารเหล่านี้อาจต้องแตกตัวในระดับใกล้เคียงกับที่พบในอาหารโดยไม่ต้องผ่านการย่อยได้ การย่อยเริ่มต้นที่ปากโดยย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง และคลุกเคล้ากับน้ำลายก่อนถูกกลืนผ่านหลอดอาหาร แม้ว่าสุนัขจะไม่ใช่สัตว์ที่กินเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่ฟันของพวกเขาจะเหมาะสมกับการกินเนื้อ และสามารถตัด เคี้ยว และบดอาหาร สุนัขส่วนใหญ่มักจะกลืนอาหารทันทีโดยจะเคี้ยวเฉพาะอาหารที่กลืนยากเท่านั้น ลักษณะอาหาร และกลิ่นจะกระตุ้นให้น้ำลายไหล ซึ่งมักจะเห็นได้เวลาอาหาร เมื่ออาหารถูกกินมาอยู่ที่ปาก รสชาดของอาหาร และลักษณะทางกายภาพจะยิ่งจะกระตุ้นน้ำลายให้ไหล น้ำลายประกอบด้วยสารคัดหลั่ง และช่วยหล่อลื่นอาหารให้กลืนได้สะดวก หลังจากนั้นอาหารจะผ่านหลอดอาหารลงสู่กระเพาะอาหารโดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อในเวลาเพียงไม่กี่วินาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระเพาะอาหารทำหน้าที่หลายอย่าง กระเพาะทำหน้าที่ในการพักอาหารเป็นจุดควบคุมการไหลของอาหารผ่านเข้าสู่ลำใส้เล็ก โปรตีนจะเริ่มถูกย่อยตั้งแต่บริเวณกระเพาะอาหาร สารคัดหลั่งในกระเพาะอาหารจะมีเอ็นไซม์ย่อยโปรตีน กรดเกลือ และเมือกเอ็นไซม์สำคัญ คือเป็บซิน จะถูกหลั่งออกมาในลักษณะยังไม่สมบูรณ์ เป็บซิโนเจนจะถูกกระตุ้นให้ทำงานเมื่อมีกรดเกลือซึ่งช่วยรักษาสภาพความเป็นกรดในกระเพาะ และทำให้เอ็นไซม์ทำงานได้เหมาะสม เมือกคัดหลั่งจะช่วยหล่อลื่นอาหาร และป้องกันพื้นผนังของกระเพาะอาหาร (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโปรตีน) ไม่ให้ถูกทำลายโดยเอ็นไซม์ในกระเพาะเอง กรดสารคัดหลั่งเมือก และเอ็นไซม์จะขึ้นกับส่วนประกอบของอาหาร และปริมาณที่กินเข้าไป ซึ่งมักจะถูกควบคุมโดยฮอร์โมน และระบบประสาท ผนังของกระเพาะเป็นกล้ามเนื้อโดยเฉพาะ บริเวณส่วนท้ายของกระเพาะอาหาร (Pyloric region) อาหารในกระเพาะอาหารจะถูกคลุกเคล้า และผ่านเข้าสู่ลำไส้ทางกล้ามเนื้อหูรูด (Sphincter) ที่คอยควบคุมอยู่ เมื่อผ่านเข้าสู่ลำไส้จะมีอาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนคล้ายนมเรียกว่า Chyme เข้ามาผสม และมีปัจจัยหลายชนิดมาควบคุม การผ่านเข้าสู่ลำใส้เล็ก การบีบตัวเป็นคลื่นของกระเพาะอาหารทำให้หูรูดคลายตัว และอาหารผ่านเข้าสู่ลำใส้เล็กส่วนต้น (duodenum) Chyme จะผ่านง่ายกว่ามากเพราะมีลักษณะเป็นกึ่งของเหลว อีกประการหนึ่งอาหารจะเคลื่อนออกไปช้าลง เมื่อมีลักษณะเป็น Chyme กรด ไขมัน และการระคายเคืองของลำใส้ส่วนต้น ซึ่งจะสั่งให้กระเพาะอาหารหยุดเคลื่อนไหว ขบวนการทำงานเช่นนี้ทำให้อาหารถูกคลุกเคล้าอย่างดีในกระเพาะ และช่วยให้ Chyme ไม่ผ่านเข้าสู่ลำไส้มากเกินไปซึ่งทำให้ลำไส้สามารถย่อยอาหารได้ดี การทำงานของลำใส้เล็กจะเริ่มต้นที่ส่วนต้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการย่อย ดังนั้นเอ็นไซม์หลายชนิดจะถูกผสมใน chyme อาจมาจากผนังของลำใส้เล็กหรือตับอ่อน ตับอ่อนถือว่าเป็นต่อมที่สำคัญของร่างกาย โดยมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการคือ สร้างเอ็นไซม์สำหรับการย่อย และปล่อยไปในทางเดินอาหาร และสร้างฮอร์โมนในกระแสเลือด น้ำย่อยจากตับอ่อนจะมีส่วนประกอบของโซเดียมไบคาร์บอเนต ซึ่งจะช่วยปรับสภาพลดความเป็นกรดของ chyme เมื่ออาหารมาถึงลำใส้ส่วนต้น และสร้างสภาวะความเป็นด่างซึ่งเหมาะสมกับการทำงานของเอ็นไซม์จากตับอ่อนและลำใส้เล็ก เอ็นไซม์เหล่านี้จะมีชื่อว่าโปรเตียส (proteases) เพื่อการทำการย่อยโปรตีนต่อไป เอ็นไซม์อไมเลส เพื่อย่อยคาร์โบไฮเดรต และเอ็นไซม์ไลเปสเพื่อการย่อยไขมัน ระบบการควบคุมการหลั่งเอ็นไซม์จากตับอ่อน ถูกควบคุมโดยฮอร์โมน 2 ชนิดคือ ซีครีติน และแพนคลีโอไซมิน (secretin and pancreozymin) ฮอร์โมน 2 ชนิดนี้ถูกหลั่งจากเซลที่ผนังของลำใส้เล็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของตับอ่อนคือการสร้างฮอร์โมนอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ตับเป็นอวัยวะสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับระบบการย่อยที่ลำใส้เล็ก น้ำดีจากตับถูกผลิตอย่างต่อเนื่องไปเก็บที่ถุงน้ำดี และน้ำดีจะถูกปล่อยเข้าไปช่วยย่อยผ่านทางท่อน้ำดีเมื่อจำเป็น น้ำดีมีเกลือเป็นส่วนประกอบโดยทำหน้าที่คล้ายผงซักฟอกที่กระจายไขมันออกเป็นโมเลกุลเล็ก ๆ ทำให้เอ็นไซม์ไลเปสสามารถย่อยไขมันโมเลกุลเล็ก ๆ เหล่านี้ต่อไปได้ สีของน้ำดีนี้จะเป็นสีของอุจจารระนั่นเอง การย่อยอาหารจะสิ้นสุดสมบูรณ์ที่ลำใส้เล็ก และอาหารที่ถูกย่อยให้ได้โมเลกุลเล็ก ๆ ที่จะสามารถดูดซึมได้ผ่านจากผนังลำใส้สู่กระแสเลือด ส่วนที่เหลือจากการย่อย จะผ่านเข้าสู่ตับซึ่งจะถูกตับกำจัดออกไป ไขมันจะถูกดูดซึมผ่านทางหลอดน้ำเหลืองและถูกส่งไปยังกระแสเลือด ลำใส้เล็กจะยาวมาก และการดูดซึมตลอดช่วงความยาวของมัน รอยพับของลำใส้ และผนังที่ยื่นออกมาคล้ายนิ้วมือ และวิลไล (villi) ที่ผนังของลำใส้จะยิ่งช่วยให้ผนังลำใส้มีพื้นที่สัมผัสในการดูดซึมอาหารได้ดียิ่งขึ้น สุนัขบางพันธุ์พื้นที่สัมผัสอาจกว้างเท่าพื้นที่ห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งเลยทีเดียว ส่วนหน้าที่ของลำใส้ใหญ่เมื่อกากอาหารผ่านไปถึงลำใส้ใหญ่ สารอาหารส่วนใหญ่จะถูกย่อยเกือบหมดแล้ว แต่จะมีการหมักอาหารไฟเบอร์ โดยแบคทีเรีย ซึ่งจะทำให้เกิดก๊าซ อุจจาระจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 60-70% ส่วนอื่น ๆ จะเป็นอาหารที่ไม่ได้ย่อยแบคทีเรียที่ตายแล้ว และอาหารอนินทรีย์อื่น ๆ อุจจาระจะถูกเก็บที่บริเวณลำไส้ตรงส่วนท้าย (rectum) และถูกขับออกผ่านหูรูดของทวารหนัก (anal sphincter) แม้ว่าการถ่ายอุจจาระจะสามารถบังคับได้ แต่อาจเกิดปัญหาในสุนัขอายุมาก สุนัขที่ท้องเสีย หรือมีอาการป่วยที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ การวัดอัตราการย่อยได้ของอาหารที่ให้กับสุนัขจะทำได้โดยการวิเคราะห์ทางเคมี แต่อย่างไรก็ตามจะไม่สามารถได้ค่าโภชนะที่ใช้ได้จริง เพราะโภชนะที่ดูดซึมได้ที่ทางเดินอาหารเท่านั้นที่สุนัขจุนำไปใช้ได้ อัตราการย่อยได้เป็นวิธีการที่ดีกว่าเพราะสามารถบอกปริมาณของสารอาหารต่าง ๆ ในอาหารได้โดยการคำนวณความแตกต่างของสารอาหารที่ให้เข้าไปกับสารอาหารที่เหลือในอุจจาระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากปริมาณสารอาหารที่เหลือในอุจจาระคืออหารที่ย่อยไม่ได้ สารอื่น ๆ ที่ไม่สามารถดูดซึมแต่รวมเศษเซล และสารอื่นที่ถูกขับออกจากทางเดินอาหาร การวัดวิธีนี้จึงเรียกว่า อัตราการย่อยที่วัดได้(apparent digestability) แต่การวัดอัตราการย่อยที่แท้จริงโดยต้องมีการควบคุมสารที่ไม่ใช่อาหารให้มีการทดลองเพื่อให้ได้การวัดที่ถูกต้องยิ่งขึ้น แต่โดยทางปฏิบัติแล้ว จะใช้การวัดอัตราการย่อยที่วัดได้ การวัดในสัตว์ชนิดเดียวกันมักจะวัดการย่อยในแต่ละชนิดอาหารมากกว่าการวัดในสัตว์แต่ละตัว แต่อัตราการย่อยได้ในอาหารชนิดเดียวกันจะแตกต่างกันถ้าให้ในสัตว์ต่างชนิดกันอย่างแมวกับสุนัข เนื่องจากความแตกต่างของระบบการย่อยอาหาร โดยความแตกต่างนี้อาจเกิดจากความแตกต่างของอัตราส่วนของความยาวของทางเดินอาหาร ต่อความยาวของร่างกาย สัตว์กินพืชเช่นม้า อัตราส่วนของลำไส้ต่อร่างกายจะสูงมาก เพราะอาหารจำพวกพืชจะใช้เวลาในการย่อยนานกว่าอาหารที่ได้จากเนื้อสัตว์ ในสัตว์ที่กินทั้งพืช และสัตว์อย่างสุนัข และคน ลำไส้จะสั้นกว่า ในสัตว์กินเนื้อ เช่นแมวมีอัตราส่วนระหว่างลำไส้ต่อร่างกายน้อยที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นพืช จะมีอัตราการย่อยได้ที่ต่ำกว่าในสุนัข เนื่องจากส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์ในขณะที่อาหารจำพวกเนื้อจะมีอัตราการย่อยได้สูงกว่า ถ้าการย่อยได้จะเป็นการบ่งชี้เพื่อใช้ในการประมาณอาหารที่จะต้องการสำหรับสัตว์ที่สุขภาพปกติ เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน และพลังงานที่เพียงพอ ถ้าอาหารที่อัตราการย่อยได้ต่ำ สัตว์ก็ต้องกินอาหารนั้นมากขึ้นเพื่อให้ได้โภชนะตามความต้องการของร่างกาย และแน่นอนถ้ากินอาหารประเภทนี้สัตว์ก็จะถ่ายอุจจาระมากกว่าปกติ{:m021:}&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8981907763066723628-6300152012726903030?l=pavovirus.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pavovirus.blogspot.com/feeds/6300152012726903030/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://pavovirus.blogspot.com/2009/11/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8981907763066723628/posts/default/6300152012726903030'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8981907763066723628/posts/default/6300152012726903030'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pavovirus.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='สุนัขย่อยอาหารอย่างไร'/><author><name>ผิงผิง</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11586389800052518887</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='21' src='http://4.bp.blogspot.com/_jxs-eLlGlu4/S5XvIFh45yI/AAAAAAAAAMM/Tau1Nu5U4Gk/S220/Ping%26Nart_0034.JPG'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_jxs-eLlGlu4/SxDRpEQKMAI/AAAAAAAAALI/Tr72_oFjwGA/s72-c/p_true_false_2_may.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
